เผ่าทอง ทองเจือ

เผ่าทอง ทองเจือ

เป็นนักประวัติศาสตร์ไทย นักโบราณคดี พิธีกรและวิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2500 ชื่อเล่นว่า "แพน" เป็นน้องชายคนละแม่กับภิญโญ ทองเจือ อดีตนักแสดงละครโทรทัศน์

จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับอุดมศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยความชอบในเรื่องโบราณคดีมาแต่เด็ก ๆ ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นถือเป็นบุคคลคณะแรก ๆ ที่ได้เข้าไปขุดค้นในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่จังหวัดอุดรธานีด้วย ในทางวิชาการเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนกระทั่งได้เป็นคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษตามสถาบันต่าง ๆ เช่น โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ก่อนจะเกษียณตัวเองออกมาก่อนอายุครบ 60

ชีวิตส่วนตัว เป็นที่รับรู้กันดีว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย มีกิจการร้านค้าผ้าไหมของตัวเองที่จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของกรุงเทพมหานคร ที่ถนนราชดำเนิน

นักสะสมกรุผืนผ้าโบราณล้ำค่าของโลก

อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ เป็นคนที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนรุ่นใหม่แต่ขณะเดียวกันก็ชอบย้อนรอยวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่โบราณ ทำให้ต้องจัดชีวิตให้สมดุลอยู่ทุกเวลานาทีเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนภายในจิตใจ

"ผมเก็บผ้าที่มีคุณค่าทางวิชาการ ผมกล้าท้าว่าผมเป็นที่หนึ่ง ผมไม่ได้เก็บผ้าสวย แพง ดูสมบูรณ์ ผมเก็บผ้าขี้ริ้วที่เสมือนหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์สอนเรา ไม่ต้องเลือกครูสวยที่สุดรวยที่สุดมาสอนหนังสือ เราเลือกครูจนๆมาสอนแล้วมีความรู้สึกดีจริงๆ ให้ความรู้ได้เยอะแยะ ผมได้เห็นผ้านานาพรรณมาแล้วทั่วทุกมุมโลก ผ้าไทยด้อยที่สุดในบรรดาผ้าทั้งหลายบนโลกนี้ ผ้าตีนจกของไทยก็สู้ลาวไม่ได้ เทคนิคลาวชนะเลิศ เทคนิคปักของไทยก็สู้ฝีมือจีนไม่ได้อีก จกลาวก็ดีกว่าไทยของเขาละเอียดสวยกว่าไทย มัดหมี่อินเดีย อินโดก็สวยกว่าและเลิศกว่าเราอีก ทุกประเทศชนะเลิศหมด แต่ของไทยรู้จักที่จะผสมผสานคือไม่เหมือนเขาเมื่อนำมารวมกันแล้วออกมาเป็นเลิศ ไทยเราเป็นลูกผสมที่ดีที่สุด ความเป็นไทยเราผสมผสานดีเลิศ คนไทยในอดีตเก่งที่สุดในการดึงสิ่งที่ดีที่สุดเอามาใช้เป็นวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันคนไทยสอบตก" อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักสะสมกรุผืนผ้าโบราณล้ำค่าของโลกกล่าว

ผ้าทุกชิ้นที่อาจารย์เผ่าทองสะสมจะให้ความรักเสมือนหนึ่งเป็นลูกๆ ที่ต้องเลี้ยงดูฟูมฟัก บางครั้งจะแอบลำเอียงอยู่บ้าง แต่ถึงเวลาก็ต้องให้ความรักเท่าๆกัน ผ้าเก่าพวกนี้ต้องซักด้วยมือใช้แชมพูเด็ก เอาน้ำใส่กะละมังผ้าปูลงไปกดให้จมน้ำแช่ทิ้งไว้ถึงหนึ่งชั่วโมง สิ่งสกปรกจะค่อยๆออกมา ใช้ฝาชีเป็นกระชอนช้อนผ้า เปลี่ยนน้ำเอาแชมพูลงไปตีในน้ำ เอาผ้าไปแช่เอามือกดเหมือนการนวดผ้าบนฝาชี สิ่งสกปรกน้ำดำๆก็จะออกมา เปลี่ยนเป็นน้ำสองน้ำสาม ใช้ฝาชียกใส่ในน้ำสะอาด เขย่า ส่ายและนวด การสะสมผ้าของเขาส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ในบ้านที่กรุงเทพฯ ต้องเก็บม้วนเอาไว้ ไม่โดนแสงในห้องมืดกลางบ้าน เพื่อป้องกันความชื้น

“วันหนึ่งซักได้ 5-6 ผืน เอาวิญญาณเจ้าของเก่าออกไป เชื้อโรคบัคเตรีก็ยังอยู่ก็อยู่กันไป ก็ที่เป็นมะเร็งก็คงเพราะเหตุนี้ พูดอย่างกับว่าคนเราไม่เจอบัคเตรีเราจะไม่ตายอย่างนั้นเถอะ หมอรักษาผมก็ตาย ตายกันคนละครั้งเท่านั้น เวลาม้วนเก็บก็ต้องม้วนดีเท่ากัน การหลบแสงก็ต้องหลบเท่ากัน เราคลี่ผ้าเหมือนเราอาบน้ำให้ลูก ผ้าที่มาใหม่จะเข้ามาอยู่บนห้องนอน นอนด้วยกันให้คุ้นเคยกันก่อน แล้วค่อยๆเลื่อนมาอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว ผมไม่เคยกลัวผีผ้าเก่า เพราะทำบุญใส่บาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าให้เขาไปแล้ว ถึงจะเป็นผ้าฝรั่งผ้าชาติต่างๆ ก็ทำบุญแบบไทยๆ ไปให้เหมือนกันทั้งหมด ทำบุญแล้วก็อุ่นใจ”

อาจารย์เผ่าทองมีความผูกพันกับผ้าไทยนับตั้งแต่เกิดและจำความได้ว่า พระยาไพชยนต์เทพ (ทองเจือ ทองเจือ) และ ท้าวอนงค์รักษา (พร้อง ทองเจือ) คุณปู่ และคุณย่าถวายงานรับใช้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคต คุณย่าถวายงานรับใช้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ส่งผลให้อาจารย์เผ่าทองได้เข้าเฝ้าฯ ที่วังศุโขทัยทุกสัปดาห์ วิ่งเล่นอยู่ในวังท่ามกลางบรรยากาศมหาดเล็กชาววังสวมใส่ผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงิน ผ้าม่วงไหมจากประเทศจีนเนื้อทิ้งรีดเรียบพร้อมอัดกลีบ ส่วนเจ้านายใช้ผ้าไทยฉลองพระองค์ชุดลำลองด้วยผ้าซิ่นไหม เสื้อผ้าไหม เสื้อโขมพัตรพิมพ์ลายล้วนเป็นภาพพิมพ์ใจในวันวารจนถึงวันนี้

อาจารย์เผ่าทองเลือกเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิชาเกี่ยวกับการซ่อมแซมผ้าซึ่งเป็นงานละเอียดที่สุดในส่วนงานซ่อมส่วนโบราณวัตถุประเภทหิน ทับหลัง งานสัมฤทธิ์ งานไม้

"สมัยนั้นไม่ค่อยมีใครเลือกเรียนงานซ่อมแซมผ้า ด้วยเป็นงานละเอียดที่สุด แต่เราถูกใจชอบที่จะสัมผัสผ้า สมัยเรียนทุกวันพระจะมีตลาดนัดที่วัดมหาธาตุ เราจะไปเดินตลาดนัดมีคนเอาผ้าส่าหรีเก่าๆ จากอินเดียมาขายตอนนั้นผืนละ 30 บาท เก็บตังค์อยู่นานกว่าจะซื้อได้ มีผ้าทอไหม ทอยก ช่วงนั้นปี 2518 ผมเรียนอยู่ปี 1 มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ยกป้ายปลอดการเมือง ในขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อยู่ติดๆกันคึกคักด้วยเรื่องการเมือง"

การเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรใช้เวลาเรียนในช่วงปีหนึ่งในห้องเรียน แต่หลังจากนั้นก็เรียนนอกห้องเรียนทำให้อาจารย์เผ่าทองเดินทางครบ 72 จังหวัดในขณะนั้น ได้เห็นผ้าหลากหลายที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ผ้าที่ใช้ในงานพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ หลายครั้งต้องไปอยู่ภาคสนามกับชาวบ้านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือบางครั้งอยู่นานเดือนครึ่งถึงสองเดือน การอยู่ยาวในชนบทก็ไปพักอาศัยอยู่กับชาวบ้านเป็นเรื่องปลอดภัยมากกว่า ถ้าเราแยกไปอยู่กันเองไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่กับชาวบ้าน ยกเว้นจะไปเป็นคณะใหญ่ๆ จึงเลือกพักตามศาลาวัด หรือตามโรงเรียน สมัยนั้นไม่ค่อยมีโรงแรม ให้เลือกพักได้ เมื่อไปตามวัดวาอารามได้เห็นผ้าห่อคัมภีร์ทิ้งไว้เป็นผ้าขี้ริ้ว บางวัดขนทั้งสมุดข่อยและผ้าห่อคัมภีร์มาเผาทิ้งบอกว่าทำให้ปลวกขึ้นทำให้ศาลาการเปรียญ ตู้เก็บพระไตรปิฎกพังหมด บางครั้งจะขนบานประตูตู้พระธรรมออกมาเพราะเขาจะนำไปเผาทิ้ง ชาวบ้านเขาผูกพันกับเราบางทีก็ให้หมอน ให้ผ้า ให้เป็นของเป็นที่ระลึก เราเก็บของพวกนั้นมาเรื่อยๆ ก็เยอะขึ้นๆ เรามีผ้าจากทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลท้องถิ่นทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดของประเทศ ในที่สุดลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จีน ลาว เขมร พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รอบตัวเราเก็บผ้าของเขาจนหมด

จากนั้นก็เริ่มสะสมผ้าไปในแถบถิ่นแดนไกลทั่วโลก ยิ่งได้มาเปิดบริษัททัวร์อัญญมัญญา ไปทัวร์ต่างประเทศที่เป็นศิลปวัฒนธรรมก็มีเรื่องของผ้า ไปประเทศฟิลิปปินส์ อินเดีย จอร์แดน ตุรกี คาซัคสถาน โรมาเนีย กรีซ ยุโรปล้วนแล้วแต่มีผ้าทั้งนั้น เนปาล ภูฏาน สิกขิม เริ่มเก็บมาเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายผ้าเก่าโบราณและตัดเย็บเสื้อผ้าไทย ในช่วงปี 2532 เผ่าทองเป็นนักสะสมผ้าโบราณ มีทั้งผ้าไทยและผ้าต่างชาติกว่า 6,000 ชิ้น บางผืนอายุกว่า 200 ปี บางผืนมีชิ้นเดียวในประเทศไทย ยกตัวอย่างฉลองพระองค์ครุยคลุมของรัชกาลที่ 4 นอกจากการสะสมผ้า เผ่าทองยังสะสมหนังสือศิลปะและประวัติศิลปะประมาณสองสามหมื่นเล่ม และหนังสือสิ่งทอทั่วโลกกว่าหมื่นเล่ม

ติดต่อได้ที่ โทร.02-259-2506 , 089-999-2042 โทรสาร. 02-665-6430

“As my mom is the thai cloth sewer, I have been living with clothing, clothes redesign and fixing. I have learned the type of each cloth, both thai and international since I was a child.” MORE

ร้าน SONG DESIGN จำหน่ายสินค้าคุณภาพ